อุบัติเหตุในการทำงานกับหุ่นยนต์อุตสาหกรรม

Safety Robot

ความสำคัญของการจัดการความปลอดภัยในงานหุ่นยนต์

อุบัติเหตุในการทำงานกับหุ่นยนต์อุตสาหกรรม อันตรายถึงชีวิต การใช้หุ่นยนต์อุตสาหกรรมในกระบวนการผลิตได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโรงงานสมัยใหม่ เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และลดการพึ่งพาแรงงานคน อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หากไม่มีการจัดการที่ดีเพียงพอ อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรง เช่น การถูกหนีบ การถูกชน หรือแม้แต่การเสียชีวิต ดังนั้นการวางมาตรการความปลอดภัยสำหรับหุ่นยนต์จึงเป็นสิ่งที่องค์กรทุกแห่งต้องให้ความสำคัญอย่างสูงสุด

กรณีศึกษา: ลูกจ้างถูกหุ่นยนต์กดทับเสียชีวิต

ข้อมูลสถานประกอบกิจการ

จากรายงานของกองความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ปี พ.ศ. 2567 พบกรณีอุบัติเหตุในบริษัทผลิตพลาสติกและยางสังเคราะห์แห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี บริษัทมีลูกจ้างมากกว่า 2,600 คน และมีการใช้หุ่นยนต์ในกระบวนการตัดแต่งชิ้นงานยานยนต์

เหตุการณ์การเกิดอุบัติเหตุ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ลูกจ้างชายซึ่งทำงานในแผนกตัดแต่งฝาท้ายรถยนต์ มีหน้าที่หยิบชิ้นงานและควบคุมหุ่นยนต์ให้ตัดตามแม่แบบ ระหว่างการทำงาน ลูกจ้างได้กดปุ่มควบคุมเพื่อดูดชิ้นงานแนบกับ JIG แต่ไม่ได้ออกจากพื้นที่ทำงาน และก้มตัวลงไปจัดชิ้นงาน ขณะนั้นหุ่นยนต์ทำงานตามโปรแกรม ทำให้มอเตอร์กดทับร่างของลูกจ้าง ส่งผลให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

การวิเคราะห์สาเหตุ

การสอบสวนชี้ให้เห็นปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ได้แก่:

  • ปัจจัยด้านคน: ลูกจ้างไม่ออกจากพื้นที่เมื่อหุ่นยนต์เริ่มทำงาน
  • ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม: ใช้ปุ่มเดียวควบคุม 2 ฟังก์ชัน ทำให้เกิดความสับสน, การติดตั้งปุ่มและเซนเซอร์ไม่เหมาะสม
  • ปัจจัยด้านการบริหารจัดการ: ขาดการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด, ไม่มีป้ายเตือนอันตราย, ไม่มีการประเมินความเสี่ยงที่ครอบคลุม

ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยในการทำงานกับหุ่นยนต์

  1. การเข้าใกล้พื้นที่ทำงานของหุ่นยนต์ โดยไม่หยุดการทำงาน
  2. การออกแบบระบบควบคุมที่ไม่เหมาะสม เช่น ใช้ปุ่มเดียวสั่งงานหลายฟังก์ชัน
  3. ขาดระบบป้องกันอัตโนมัติ เช่น เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว หรือรั้วกั้นพื้นที่อันตราย
  4. การขาดการฝึกอบรม ทำให้พนักงานไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงที่แท้จริง
  5. การบำรุงรักษาไม่เพียงพอ ทำให้ระบบนิรภัยไม่พร้อมใช้งาน

มาตรการความปลอดภัยที่ควรมี (อ้างอิง ISO 10218-2 หรือ มอก. 3950)

มาตรฐาน ISO 10218-2 และ มอก. 3950 เล่ม 2-2567 กำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยไว้หลายข้อ สำหรับบทความนี้จะยกตัวอย่างมาเฉพาะข้อกำหนดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุในครั้งนี้ เช่น:

  • การประเมินความเสี่ยง ต้องครอบคลุมการออกแบบ ติดตั้ง และใช้งาน
  • การออกแบบระบบลดความเสี่ยงโดยเนื้อแท้ เช่น การจำกัดแรงหรือความเร็วของหุ่นยนต์
  • ระบบหยุดฉุกเฉิน (Emergency Stop) ต้องติดตั้งในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ง่าย
  • การติดตั้งรั้วหรือคอกกั้น (Safety Fence) เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลเข้าใกล้ขณะหุ่นยนต์ทำงาน
  • การติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับ เพื่อหยุดการทำงานทันทีหากมีคนเข้าไปในพื้นที่
  • การอบรมผู้ปฏิบัติงาน ให้เข้าใจวิธีใช้หุ่นยนต์และมาตรการความปลอดภัย
  • การจัดทำคู่มือและเอกสาร ที่ชัดเจน เข้าใจง่าย เป็นภาษาไทยและภาษาอื่นในกรณีมีแรงงานต่างชาติ

แนวทางป้องกันอุบัติเหตุและการบริหารจัดการ

องค์กรควรดำเนินมาตรการดังนี้:

  1. วางระบบควบคุมการเข้าถึงพื้นที่อันตราย ด้วยรั้วกั้นและระบบล็อกนิรภัย
  2. จัดทำป้ายเตือนและสัญลักษณ์ความปลอดภัย อย่างชัดเจน สื่อสารให้ทุกคนเข้าใจ
  3. ผู้ควบคุมงานหรือหัวหน้างาน ให้ดูแลใกล้ชิดตลอดเวลาการปฏิบัติงาน
  4. จัดฝึกอบรมซ้ำเป็นระยะ เพื่อให้พนักงานมีความตระหนักเรื่องความปลอดภัย
  5. กำหนดมาตรการประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงระบบตามผลที่ได้
  6. กำหนดมาตรการด้านวิศวกรรม เช่น แยกปุ่มควบคุมให้ชัดเจน ติดตั้งเซนเซอร์ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการทำงานกับหุ่นยนต์

  • พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 มาตรา 6 และ 8 กำหนดให้นายจ้างต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันและดูแลลูกจ้างให้ปลอดภัย
  • กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานฯ เกี่ยวกับการทำงานกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้ำ พ.ศ. 2564 กำหนดให้นายจ้างต้องติดตั้งรั้วกั้น เส้นแสดงเขตอันตราย และจัดทำคู่มือการใช้งานที่ถูกต้อง
  • กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านความปลอดภัย พ.ศ. 2565 กำหนดให้องค์กรต้องมีการบริหารจัดการความปลอดภัยที่ครอบคลุมทุกขั้นตอน

บทเรียนที่ได้จากกรณีศึกษา

  1. การออกแบบระบบควบคุมที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นชนวนให้เกิดอุบัติเหตุ แสดงถึงการไม่เข้าใจมาตรฐานความปลอดภัยการติดตั้งของผู้วางระบบหรือผู้ติดตั้งหุ่นยนต์
  2. การขาดมาตรการด้านการจัดการ เช่น ไม่มีหัวหน้างาน ไม่มีป้ายเตือน แสดงถึงขาดการควบคุมดูแลและไม่เข้าใจมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานกับหุ่นยนต์
  3. การไม่ออกจากพื้นที่ทำงานเมื่อหุ่นยนต์ทำงาน แสดงถึงการขาดการฝึกอบรมและจิตสำนึกด้านความปลอดภัย
  4. การไม่ติดตั้งระบบป้องกันอัตโนมัติที่ครอบคลุม ทำให้ไม่สามารถหยุดเหตุการณ์ได้ทันเวลา แสดงถึงประสิทธิภาพการป้องกันอันตรายไม่เพียงพอ

สรุปและข้อเสนอแนะสำหรับสถานประกอบการ

อุบัติเหตุจากหุ่นยนต์อุตสาหกรรมสามารถป้องกันได้ หากองค์กรให้ความสำคัญกับ มาตรการความปลอดภัยด้านวิศวกรรม + การบริหารจัดการ + การฝึกอบรม อย่างครบถ้วน การใช้มาตรฐาน ISO 10218-2 หรือ มอก. 3950 เล่ม 2-2567 เป็นแนวทางจะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจให้กับทั้งนายจ้างและลูกจ้างได้อย่างยั่งยืน


เรียนรู้เพิ่มเติม

ดาวน์โหลดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *